จุดเริ่มต้นของวิศวกร « ClipVidva

จุดเริ่มต้นของวิศวกร

ท่ามกลางกระแสแห่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 “วิศวกรรม” ถือเป็นวิชาชีพหลักที่มีบทบาทต่อนวัตกรรมน้อยใหญ่อย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยเพราะวิศวกรเป็นผู้เดียวที่เชื่อมโยงยักษ์ใหญ่ทั้งสี่ ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการบริหารจัดการ เข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษยชาติและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หากเราลองจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากวิศวกรแล้ว ย่อมที่จะเห็นความสำคัญของวิศวกรได้อย่างเป็นรูปธรรมขึ้น เพราะหากโลกกลมๆ แห่งนี้ไร้ซึ่งวิศวกร… การสื่อสารไร้สายไร้พรมแดนคงเป็นเพียงแค่จินตนาการ… การเดินทางบนท้องฟ้าคงเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน… การรักษาโรคร้ายแรงด้วยเครื่องมือทันสมัยคงจะเป็นแค่วิมานในอากาศ อาจกล่าวได้ว่า วิศวกรนั้นถือเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อโลกในทุกส่วน แม้กระทั่งวิชาชีพที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอย่างการเงิน และแพทย์ อีกด้วย

จุดเริ่มต้นที่ดีของการเป็นวิศวกรนั้นมีความหลากหลายกันไปตามปัจเจกบุคคล ซึ่งหากจะไล่เรียงก็คงจะไม่เป็นที่รู้จบ จึงขอกล่าวย้อนจากธรณีประตูหลักอันเป็นปฐมภูมิแห่งการก้าวเข้าสู่วิชาชีพ นั่นคือ การเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) ตามระบบการสอบเข้าฯ ในปัจจุบันนั้น วิชา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี ถือเป็น 3 วิชาหลัก ที่จะต้องปูพื้นฐานให้มั่นคง การมีความแตกฉานในวิชาทั้งสามไม่เพียงอำนวยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการทำคะแนนสอบเข้าฯ ได้ดีแล้ว แต่ยังเป็นหลักประกันหลักแรกที่แสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยต่อในระยะยาว

ไม่ว่าจะศึกษาต่อที่สถาบันอุดมศึกษาแห่งใดก็ตาม ภูเขาลูกใหญ่ที่นิสิตผู้มาใหม่จะต้องประสบทุกผู้คนไป นั่นก็คือ การปรับตัวที่จะเรียนฟิสิกส์อย่างแตกฉานในเชิงคณิตศาสตร์ ซึ่งจะแตกต่างจากการเรียนแบบพื้นฐาน (อย่างมากๆ) ในระดับ ม.ปลาย หากนิสิตคนใดผ่านพ้นไปได้ก็จะก้าวเข้าสู่ภูมิปัญญาการเรียนรู้ที่สูงขึ้นอีกระดับ แต่หากไม่สามารถทำได้ ก็จะเป็นตราบาปที่ทำลายความเชื่อมั่นของนิสิตผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยศึกษาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ได้อย่างดีเยี่ยมในระดับ ม.ปลาย ทั้งนี้ทั้งนั้น จากประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาให้กับนิสิตรุ่นน้อง ผู้เขียนยืนยันได้ว่า หากมีความตั้งใจอย่างไม่ลดละ รุ่นน้องทุกคนจะผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้อย่างสมภาคภูมิในที่สุด

การศึกษา ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภาพรวม นั้นต้องอาศัยวินัยในการเรียนอย่างสูง มีปริมาณเนื้อหาและหนังสือที่ต้องอ่านมากมาย (จริงๆ) ไม่น้อยกว่าคณะใดๆ ในประเทศแห่งนี้ (รวมถึงแพทย์ศาสตร์) นิสิตต้องรู้จักที่จะแบ่งเวลาในการเรียน และการทำกิจกรรมเพื่อเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะชีวิตที่กล่าวมานี้ถือเป็นสมบัติล้ำค่าไม่ยิ่งหย่อนต่อความรู้ที่จะได้รับโดยตรง นิสิตผู้สมดุลชีวิตทั้งสองส่วนนี้ได้เป็นอย่างดีย่อมจะเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่า เป็นที่ต้องการของหน่วยงาน มากกว่านิสิตผู้สุดโต่งในด้านใดด้านหนึ่งแต่อย่างเดียว

ความจริงที่ควรทราบประการหนึ่งคือ ในประเทศไทย เกรด (GPAX) มีผลต่อการคัดเลือกเข้าทำงานอย่างมากเลยทีเดียว ผู้มีเกรดสูงมักจะมีทางเลือกในการทำงาน มากกว่าผู้มีเกรดน้อย (ในภาพรวมๆ ไม่ใช่ทุกกรณีไป) สำหรับบริษัทขนาดใหญ่เช่น SCG, Chevron, ปตท ฯลฯ จะพิจารณาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปอีกด้วย ดังนั้น จึงไม่เป็นการสมควรด้วยประการทั้งปวงที่นิสิตวิศวกรรมจะเห็นว่า ตนเองเป็นผู้เรียนสายวิทย์ และทอดทิ้งวิชาภาษาอังกฤษไปเสีย โดยส่วนใหญ่นิสิตจะเริ่มรู้ตัวว่า ภาษาอังกฤษมีความสำคัญต่อตนเมื่อก้าวไปถึงปีสี่ ซึ่งอาจจะสายเกินไปเสียแล้วสำหรับนิสิตบางคน จึงขอแนะนำให้รุ่นน้องทุกคนดูแล GPAX และความสามารถทางภาษาอังกฤษของตนเองให้ดีครับ

ลักษณะของงานที่ตรงสาขาของวิศวกรในประเทศไทยนั้น มักจะเป็นงานที่ทำกับเครื่องจักร กระบวนการผลิต และการบริหารบุคคล สำหรับงานวิจัยและพัฒนาอย่างที่เราเห็นกันตามภาพยนตร์หรือที่ฝังอยู่ในอุดมคตินั้น หาได้ไม่ง่ายนักในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศกสิกรรม อีกทั้งการศึกษาเพียงระดับปริญญาตรีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สู้จะเพียงพอต่อการทำงานเชิงเทคโนโลยีวิชาการระดับสูงดังกล่าว เงินเดือนเริ่มต้นของวิศวกรจบใหม่นั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 18,000-25,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับบุคคล) โดยถ้าได้ทำงานกับบริษัทข้ามชาติ จะเริ่มต้นที่ 35,000-50,000 บาทต่อเดือน และหากได้รับการเลื่อนขั้นตามลำดับจนอยู่ในระดับผู้บริหารเงินเดือนจะอยู่ที่ระดับ 100,000-200,000 บาทได้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามก็มีนิสิตวิศวกรรมจำนวนหนึ่ง ที่ค้นพบตนเองว่า วิศวกรรมนั้นไม่เหมาะกับธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง และอยากจะเปลี่ยนสายวิชาชีพหลังจากจบไปแล้ว เช่น ศึกษาหรือทำงานต่อทางด้านการเงิน การตลาด หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว ก็ย่อมทำได้ โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่ถือว่า เป็นการตัดสินใจผิดที่เลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์แต่ทีแรก ด้วยเพราะการศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้นมิได้มีเจตนาเพื่อให้รับเอาความรู้ทั้งหมดบนโลกนี้ให้จบภายในสี่ปี (เพราะความรู้ทางเทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต) หากแต่เป็นการศึกษาวิธีการเรียนรู้ธรรมชาติและนวัตกรรมผ่านทางแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และการวิเคราะห์ของระบบที่สัมพันธ์กับหลายตัวแปร ซึ่งแนวคิดเหล่านี้จะเป็นปฐมบททางความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในระยะยาวต่อไปในอนาคตไม่ว่าจะอยู่แห่งใด และประกอบวิชาชีพใดก็ตาม

อริสโตเติล ผู้เป็นปราชญ์เอกของโลก เคยกล่าวไว้ว่า “Pleasure in the job puts perfection in the work.” ความชอบเป็นสิ่งที่ใช้เวลาและโอกาสในการสร้าง หลายครั้งมาเองโดยธรรมชาติ แต่เป็นจำนวนไม่น้อยที่ความหลงใหลและชื่นชอบจะเกิดขึ้น เมื่อเราเข้าไปใกล้ชิดกับงานเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ของผู้เยาว์ต่อชีวิตทั้งหลายที่จะต้องไม่ท้อถอยที่จะค้นหาตนเองให้เจอว่า เราเหมาะที่จะทำงานอะไร ไม่ว่าการค้นหานั้นจะใช้เวลากี่เดือน กี่ปีก็ตาม เพราะผู้ที่ทำงานโดยปราศจากความรักในการทำงานก็คงไม่ต่างอะไรไปจากนักโทษในคุกแห่งชีวิต การทำงานที่รักจะเติมเต็มพลังเชิงบวก ทำให้ชีวิตมีความหมาย และคุ้มค่าที่ครั้งหนึ่งได้เกิดมาบนโลกที่น่าอัศจรรย์ใจแห่งนี้ ขอให้ทุกคนโชคดี…